<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ &#187; เรอ</title>
	<atom:link href="http://www.healthdee.com/tag/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%ad/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthdee.com</link>
	<description>รวบรวมเนื้อหา ข่าวสุขภาพ  เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณ</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Jun 2010 15:41:43 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>&#8216;ก๊าซในทางเดินอาหาร&#8217; สัญญาณเตือนโรคร้าย!!</title>
		<link>http://www.healthdee.com/news/347.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/news/347.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 15:26:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซในทางเดินอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ผายลม]]></category>
		<category><![CDATA[เรอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=347</guid>
		<description><![CDATA[
ก๊าซในทางเดินอาหาร ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้อง &#8220;เรอ-ผายลม&#8221; แต่  คงไม่พึงประสงค์นักหากผิดที่ผิดทาง  สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีก๊าซในทางเดินอาหาร  ซึ่งร่างกายต้องขับออกมาอยู่เป็นประจำ  แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง รวมทั้งอาการอื่นๆ ตามมา 
ยิ่ง ในภาวะปัจจุบัน สังคมขับเคลื่อนให้คนทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น  จำต้องรับประทานอาหารจานด่วนเกือบทุกวัน  เพื่อย่นระยะเวลาการไปถึงที่ทำงานให้เร็วขึ้น  หรือบางคนรีบร้อนจนไม่ทันเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เมื่อวงจรชีวิตเร็วขึ้นๆ  ขณะที่ระบบของร่างกายยังทำงานในจังหวะจะโคนดังเดิม โรคต่างๆ ก็ตามมา
โรค ก๊าซในทางเดินอาหาร หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจนัก  เพราะไม่มีผลร้ายแรงต่อร่างกาย แต่อาจบ่งชี้ว่า  คุณกำลังประสบกับภาวะโรคร้ายอยู่ !!
นพ.สว่างพงษ์ พูลทรัพย์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ  ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่า ก๊าซในทางเดินอาหาร  นับวันยิ่งเป็นปัญหาทำให้มีผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้มากขึ้น  อาจเนื่องจากระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความรวดเร็วขึ้น  ส่งผลให้บริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซมากขึ้นไปด้วย
ก๊าซในทางเดิน อาหารเกิดจากปัจจัยแรกคือ กลืนอากาศเข้าไป  ส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจนและก๊าซออกซิเจน  คนส่วนใหญ่มักนึกไม่ถึงว่าโดยปกติเราจะกลืนก๊าซทุกๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-348" title="1-6-2553 22-00-39" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-22-00-39-300x222.jpg" alt="" width="300" height="222" /></p>
<p>ก๊าซในทางเดินอาหาร ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้อง &#8220;เรอ-ผายลม&#8221; แต่  คงไม่พึงประสงค์นักหากผิดที่ผิดทาง  สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีก๊าซในทางเดินอาหาร  ซึ่งร่างกายต้องขับออกมาอยู่เป็นประจำ  แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง รวมทั้งอาการอื่นๆ ตามมา <span id="more-347"></span><br />
ยิ่ง ในภาวะปัจจุบัน สังคมขับเคลื่อนให้คนทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น  จำต้องรับประทานอาหารจานด่วนเกือบทุกวัน  เพื่อย่นระยะเวลาการไปถึงที่ทำงานให้เร็วขึ้น  หรือบางคนรีบร้อนจนไม่ทันเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เมื่อวงจรชีวิตเร็วขึ้นๆ  ขณะที่ระบบของร่างกายยังทำงานในจังหวะจะโคนดังเดิม โรคต่างๆ ก็ตามมา</p>
<p>โรค ก๊าซในทางเดินอาหาร หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจนัก  เพราะไม่มีผลร้ายแรงต่อร่างกาย แต่อาจบ่งชี้ว่า  คุณกำลังประสบกับภาวะโรคร้ายอยู่ !!</p>
<p>นพ.สว่างพงษ์ พูลทรัพย์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ  ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่า ก๊าซในทางเดินอาหาร  นับวันยิ่งเป็นปัญหาทำให้มีผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้มากขึ้น  อาจเนื่องจากระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความรวดเร็วขึ้น  ส่งผลให้บริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซมากขึ้นไปด้วย</p>
<p>ก๊าซในทางเดิน อาหารเกิดจากปัจจัยแรกคือ กลืนอากาศเข้าไป  ส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจนและก๊าซออกซิเจน  คนส่วนใหญ่มักนึกไม่ถึงว่าโดยปกติเราจะกลืนก๊าซทุกๆ  ครั้งที่กลืนน้ำหรืออาหารเฉลี่ยประมาณ 2.6 ลิตรต่อน้ำ 1.5 ลิตรต่อวัน  และอาจมากกว่านี้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติ ซึ่งกลืนก๊าซโดยไม่รู้ตัว  โดยก๊าซที่กลืนมักถูกขับออกด้วยการเรอ และส่วนน้อยถูกขับออกด้วยการผายลม  อย่างน้อยประมาณ 0.5 ลิตรต่อวัน</p>
<p>ปัจจัยที่สอง  เกิดจากการสร้างก๊าซขึ้นมาของร่างกายส่วนใหญ่  โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต  และน้ำตาลที่ย่อยยากบางชนิด และจากปฏิกิริยาของสารในร่างกาย  กลุ่มนี้จะเป็นประเภทก๊าซไฮโดรเจน, คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน  ตลอดจนก๊าซอย่างอื่นอีกเล็กน้อย อันจะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์</p>
<p>&#8220;คน เราผายลมเฉลี่ย 10-20 ครั้งต่อวัน ในปริมาณก๊าซที่ถูกขับออกมาถึง 0.5-1.5  ลิตรต่อวัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุหรือเพศ&#8221;<br />
คนไข้มักมีอาการแน่นท้อง  ท้องอืด เรอบ่อย ผายลมบ่อยกว่าปกติหรือเห็นผิดปกติ  โดยอาการเหล่านี้ผู้ป่วยเองรับรู้ว่าเกิดก๊าซภายในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ  ขณะเดียวกันแพทย์ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ หรือนานๆ  บ่งชี้ได้ถึงคนไข้อาจเป็นโรคร้ายแรงอยู่เดิมแล้ว  อันจะกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน  โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งในทางเดินอาหาร ฯลฯ  ดังนั้นควรให้ความสำคัญโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก  ตลอดจนคนที่ป่วยมานานและทวีความรุนแรงมากขึ้น</p>
<p>รวมถึงคนไข้ที่มีอาการ เตือนบางอย่าง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ โลหิตจาง ถ่ายอุจจาระ ท้องผูก  หรือท้องเสียเป็นประจำ<br />
การรับประทานอาหารบางประเภท  เป็นอีกปัจจัยกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร  ดังนั้นผู้ป่วยควรเลี่ยงอาหารประเภทนม ไอศกรีม เนย โยเกิร์ต น้ำอัดลม  น้ำผึ้ง หรือของขบเคี้ยว เช่น ถั่วต้ม ถั่วเหลือง ลูกอม หมากฝรั่ง ข้าวโอ๊ต  ข้าวโพด มันฝรั่ง เมล็ดพืชอบแห้ง ตลอดจนกะหล่ำปลี บรอกโคลี เป็นต้น</p>
<p>ผู้ มีภาวะเสี่ยงโรคนี้ ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด  หลีกเลี่ยงการพูดคุยในระหว่างกินอาหาร  เพื่อไม่ให้อากาศเข้าสู่ทางเดินอาหารมากเกินไป  และไม่ควรนอนหรือเอนตัวหลังรับประทานอาหาร ควรออกกำลังกายอยู่เสมอ  เพื่อช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น</p>
<p>ส่วนการรักษาด้วยยาบางชนิดจะออก ฤทธิ์โดยกระตุ้น การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนบน  ซึ่งต้องระวังผลข้างเคียงในกรณีที่ใช้ยาติดต่อกันนาน  ดังนั้นคนไข้ไม่ควรบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม  อาการดังกล่าวอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ผู้ป่วยที่มีอายุมาก  มีอาการมานานหรือแย่ลง รวมทั้งมีอาการเตือน เช่น โลหิตจาง น้ำหนักลดผิดปกติ  ควรปรึกษาแพทย์ทันที</p>
<p>เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว  การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ และการใช้ชีวิตประจำวันจึงควรเอาใจใส่  เพื่อจะได้ห่างไกลจากโรคร้าย มีชีวิตอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ</p>
<p>ที่มา  : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ<br />
<a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhospital.com/" target="_blank">http://www.bangkokhospital.com</a> , <a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhospital.com/" target="_blank">http://www.bangkokhospital.com</a> , <a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhealth.com/" target="_blank">http://www.bangkokhealth.com</a> , <a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhealth.com/" target="_blank">http://www.bangkokhealth.com</a></p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=347&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/news/347.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

