<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ</title>
	<atom:link href="http://www.healthdee.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthdee.com</link>
	<description>รวบรวมเนื้อหา ข่าวสุขภาพ  เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณ</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Jun 2010 15:41:43 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>จับผิดมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็น-ไม่เป็น สังเกตยังไง?</title>
		<link>http://www.healthdee.com/disease/354.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/disease/354.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jun 2010 15:41:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรค]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=354</guid>
		<description><![CDATA[
กระแสข่าวที่ลือกันให้แซ่ดว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นโรคร้ายอย่าง &#8220;มะเร็งต่อมลูกหมาก&#8221; ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกไซเบอร์แต่จะเป็นหรือไม่เป็นนั้นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับคนรักสุขภาพอย่างเราๆ เอาเป็นว่าฟังหูไว้หูและคิดว่าเหมือนดูละครแล้วย้อนดูตัวน่าจะดีกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็น่าจะเกิดประโยชน์บ้าง (จริงมั้ย) โดยเฉพาะตอนนี้ เราอาจหันมาใส่ใจและสังเกตตัวเองว่า เอ๊ะ! เรามีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากหรือเปล่า? แฮ่ม แต่ถ้าเป็นศรีภรรยากำลังอ่านก็อาจเก็บข้อมูลไปเตือนคนข้างๆ กายก็ได้นะ(ไม่ว่ากัน)
ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบสืบพันธุ์ ของเพศชายมีหน้าที่สร้างน้ำเมือกซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำเชื้อ
ส่วน มะเร็งต่อมลูกหมากนั้นส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ ไม่ค่อยพบในเด็กหรือวัยฉกรรจ์และพบสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น ในประเทศไทยนั้นมะเร็งต่อมลูกหมาก พบมากเป็นอันดับที่ 5 ของมะเร็งชนิดต่างๆ ในเพศชาย และเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของมะเร็งต่างๆ ในผู้ชาย รองจากมะเร็งปอด นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ชาย 1 คนในทุก 10 คน เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ทั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 15% ของผู้ชายที่มีอายุ 50 ปี ไม่ต่ำกว่า 30% ของผู้ชายอายุ 60 ปี และไม่ต่ำกว่า 40% ของผู้ชายอายุ 70 ปี อาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากโดยที่มิได้คาดคิดซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะรู้และไปหาหมอในระยะลุกลามแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-355" title="hhc03310553p2" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/hhc03310553p2-300x240.jpg" alt="" width="300" height="240" /></p>
<p>กระแสข่าวที่ลือกันให้แซ่ดว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นโรคร้ายอย่าง &#8220;มะเร็งต่อมลูกหมาก&#8221; ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกไซเบอร์<span id="more-354"></span>แต่จะเป็นหรือไม่เป็นนั้นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับคนรักสุขภาพอย่างเราๆ เอาเป็นว่าฟังหูไว้หูและคิดว่าเหมือนดูละครแล้วย้อนดูตัวน่าจะดีกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็น่าจะเกิดประโยชน์บ้าง (จริงมั้ย) โดยเฉพาะตอนนี้ เราอาจหันมาใส่ใจและสังเกตตัวเองว่า เอ๊ะ! เรามีอาการผิดปกติหรือมีความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากหรือเปล่า? แฮ่ม แต่ถ้าเป็นศรีภรรยากำลังอ่านก็อาจเก็บข้อมูลไปเตือนคนข้างๆ กายก็ได้นะ(ไม่ว่ากัน)</p>
<p>ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบสืบพันธุ์ ของเพศชายมีหน้าที่สร้างน้ำเมือกซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำเชื้อ</p>
<p>ส่วน มะเร็งต่อมลูกหมากนั้นส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ ไม่ค่อยพบในเด็กหรือวัยฉกรรจ์และพบสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น ในประเทศไทยนั้นมะเร็งต่อมลูกหมาก พบมากเป็นอันดับที่ 5 ของมะเร็งชนิดต่างๆ ในเพศชาย และเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของมะเร็งต่างๆ ในผู้ชาย รองจากมะเร็งปอด นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ชาย 1 คนในทุก 10 คน เสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ทั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 15% ของผู้ชายที่มีอายุ 50 ปี ไม่ต่ำกว่า 30% ของผู้ชายอายุ 60 ปี และไม่ต่ำกว่า 40% ของผู้ชายอายุ 70 ปี อาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากโดยที่มิได้คาดคิดซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะรู้และไปหาหมอในระยะลุกลามแล้ว ทำให้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้</p>
<p>เกิด เป็นผู้ชายยังไงๆ ก็เสี่ยง ยิ่งอายุมากก็ยิ่งเสี่ยง ดังนั้นก่อนที่จะปล่อยให้เป็นเราไปล้วงลึกเจ้ามะเร็งชนิดนี้ กันดีกว่า</p>
<p>มะเร็ง ต่อมลูกหมากจนถึงวันนี้ เรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งต่อมลูก หมากนั้นมีอยู่หลายปัจจัย ได้แก่</p>
<p>อายุ ยิ่งอายุมากก็ยิ่งเสี่ยง เนื่องจากคนที่อายุมากขึ้นจะมีเซลล์ในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็ง ได้ง่ายขึ้น</p>
<p>ฮอร์โมนเพศชาย จากการศึกษาวิจัยพบว่า ถ้าร่างกายมีฮอร์โมนเพศชายสูงและมีอยู่เป็นระยะเวลานานๆ โอกาสเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากจะสูงขึ้น ดังนั้นการผ่าตัดเอาลูกอัณฑะออกทั้ง 2 ข้าง ซึ่งเป็นวิธีลดระดับฮอร์โมนเพศชายในร่างกาย จึงเป็นวิธีการรักษาที่สำคัญวิธีการหนึ่งของมะเร็งต่อมลูกหมาก</p>
<p>พันธุ กรรมอัตราเสี่ยงของชายที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะสูงกว่าผู้ไม่ มีประวัติในครอบครัว</p>
<p>อาหาร การศึกษาวิจัยจากหลายแห่งพบว่าการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสูงกว่าคนเอเชีย</p>
<p>ส่วน การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า การสำส่อนทางเพศ การเป็นหมัน หรือการผ่าตัดทำหมัน จากการศึกษาวิจัยพบว่าไม่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยง</p>
<p>การป้องกันการเกิด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในปัจจุบันยังไม่พบวิธีการป้องกันที่เฉพาะเจาะจง ต้องป้องกันจากหลายๆ สาเหตุ นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองบางครั้งก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา ได้เสนอคำแนะนำในการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากไว้ว่า ในผู้ชายที่อายุมากกว่า 50 ปี และเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งแพทย์ตรวจแล้วประเมินว่าน่าจะมีอายุยืนยาวอย่างน้อยอีก 10 ปี ควรให้แพทย์ตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากทุกๆ ปี โดยการตรวจทวารหนัก</p>
<p>นอก จากการตรวจคัดกรองกันแล้ว ยังจำเป็นต้องสังเกตอาการต่างๆ ที่อาจเกิดความผิดปกติขึ้นได้ เช่น หากมีการปัสสาวะไม่คล่อง ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ อาจมีอาการปวดเวลาปัสสาวะหรือเมื่อปัสสาวะสุด หรือมีปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งอาจไม่ใช่เฉพาะอาการเบื้องต้นของมะเร็งต่อมลูกหมากอาจเป็นอาการของภาวะ ต่อมลูกหมากอักเสบ ต่อมลูกหมากโต ซึ่งไม่ใช่มะเร็งก็ได้ ทางที่ดีต้องไปหาหมอเพื่อให้ท่านตรวจวินิจฉัยดีกว่า แต่ถ้าหากปล่อยให้มะเร็งชนิดนี้ลุกลามต่อไป ก็อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอาการทางอวัยวะอื่นๆ เช่น หากแพร่กระจายไปยังกระดูกก็จะมีอาการปวดกระดูก เป็นต้น</p>
<p>ถึงตรงนี้ คงจะทำให้ผู้อ่าน (สว.) ฉุกคิดและรีบป้องกันตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ หากพบว่าร่างกายมีความผิดปกติ ต้องรีบไปพบคุณหมอ เพราะมะเร็งนั้นก็เหมือนกับโรคร้ายอื่นๆ ที่รู้เร็วจะรักษาให้หายขาดได้</p>
<p>(หน้าพิเศษ Hospital Healthcare)</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=354&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/disease/354.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำผลไม้นี้&#8230;ช่วยเสริมความจำได้</title>
		<link>http://www.healthdee.com/food/350.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/food/350.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 15:31:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาหารเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำผลไม้]]></category>
		<category><![CDATA[เสริมความจำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=350</guid>
		<description><![CDATA[
หลายคนอาจไม่เชื่อ&#8230; แต่นี่คือเรื่องจริงกับ น้ำผลไม้ ที่นอกจากช่วยดื่มดับกระหาย ยังช่วยดูแลสมองในเรื่องของ ความจำ เป็นอย่างดี
ผลไม้รสเปรี้ยว อย่างองุ่นและบลูเบอร์รี่เป็นแหล่งอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่ประโยชน์ของผลไม้ทั้งสองชนิดไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะจากการศึกษาโดยทีมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยซินซินนาติ สหรัฐอเมริกาพบว่า องุ่นพันธุ์คองคอร์ดและบลูเบอร์รี่ป่าช่วยให้ความจำดีขึ้นได้
ทีมวิจัยได้ทำการศึกษากับผู้สูงอายุ 2 กลุ่มที่มีปัญหาด้านความจำตามวัย พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุ 12 คนที่ดื่มน้ำองุ่นคองคอร์ดเป็นประจำนาน 3 เดือนเริ่มมีความจำดีขึ้น เพราะน้ำองุ่นคองคอร์ดมีผลต่อการส่งสัญญาณประสาท กระตุ้นความจำ รวมทั้งมีสารโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ด้วย
ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ 9 คนที่ดื่มน้ำบลูเบอร์รี่ป่าต่อเนื่องนาน 3 เดือน พบว่าความจำเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เพราะสารแอนโทไซยานินในบลูเบอร์รี่ป่าไปช่วยเพิ่มสัญญาณเส้นประสาทบริเวณ สมองส่วนกลางและลดอัตราการเสื่อม ของเส้นประสาท
จากงานวิจัยทั้ง 2 ชิ้นทำให้ได้ข้อสรุปว่า น้ำองุ่นและน้ำบลูเบอร์รี่ไม่เพียงแค่แก้กระหายเท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องสมองและความทรงจำได้อีกด้วย
ที่มา : rakdara.net
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-351" title="1-6-2553 22-05-22" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-22-05-22-300x213.jpg" alt="" width="300" height="213" /></p>
<p>หลายคนอาจไม่เชื่อ&#8230; แต่นี่คือเรื่องจริงกับ น้ำผลไม้ ที่นอกจากช่วยดื่มดับกระหาย ยังช่วยดูแลสมองในเรื่องของ ความจำ เป็นอย่างดี<span id="more-350"></span><br />
ผลไม้รสเปรี้ยว อย่างองุ่นและบลูเบอร์รี่เป็นแหล่งอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่ประโยชน์ของผลไม้ทั้งสองชนิดไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะจากการศึกษาโดยทีมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยซินซินนาติ สหรัฐอเมริกาพบว่า องุ่นพันธุ์คองคอร์ดและบลูเบอร์รี่ป่าช่วยให้ความจำดีขึ้นได้</p>
<p>ทีมวิจัยได้ทำการศึกษากับผู้สูงอายุ 2 กลุ่มที่มีปัญหาด้านความจำตามวัย พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุ 12 คนที่ดื่มน้ำองุ่นคองคอร์ดเป็นประจำนาน 3 เดือนเริ่มมีความจำดีขึ้น เพราะน้ำองุ่นคองคอร์ดมีผลต่อการส่งสัญญาณประสาท กระตุ้นความจำ รวมทั้งมีสารโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ด้วย</p>
<p>ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ 9 คนที่ดื่มน้ำบลูเบอร์รี่ป่าต่อเนื่องนาน 3 เดือน พบว่าความจำเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เพราะสารแอนโทไซยานินในบลูเบอร์รี่ป่าไปช่วยเพิ่มสัญญาณเส้นประสาทบริเวณ สมองส่วนกลางและลดอัตราการเสื่อม ของเส้นประสาท</p>
<p>จากงานวิจัยทั้ง 2 ชิ้นทำให้ได้ข้อสรุปว่า น้ำองุ่นและน้ำบลูเบอร์รี่ไม่เพียงแค่แก้กระหายเท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องสมองและความทรงจำได้อีกด้วย</p>
<p>ที่มา : rakdara.net</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=350&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/food/350.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8216;ก๊าซในทางเดินอาหาร&#8217; สัญญาณเตือนโรคร้าย!!</title>
		<link>http://www.healthdee.com/news/347.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/news/347.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 15:26:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซในทางเดินอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ผายลม]]></category>
		<category><![CDATA[เรอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=347</guid>
		<description><![CDATA[
ก๊าซในทางเดินอาหาร ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้อง &#8220;เรอ-ผายลม&#8221; แต่  คงไม่พึงประสงค์นักหากผิดที่ผิดทาง  สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีก๊าซในทางเดินอาหาร  ซึ่งร่างกายต้องขับออกมาอยู่เป็นประจำ  แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง รวมทั้งอาการอื่นๆ ตามมา 
ยิ่ง ในภาวะปัจจุบัน สังคมขับเคลื่อนให้คนทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น  จำต้องรับประทานอาหารจานด่วนเกือบทุกวัน  เพื่อย่นระยะเวลาการไปถึงที่ทำงานให้เร็วขึ้น  หรือบางคนรีบร้อนจนไม่ทันเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เมื่อวงจรชีวิตเร็วขึ้นๆ  ขณะที่ระบบของร่างกายยังทำงานในจังหวะจะโคนดังเดิม โรคต่างๆ ก็ตามมา
โรค ก๊าซในทางเดินอาหาร หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจนัก  เพราะไม่มีผลร้ายแรงต่อร่างกาย แต่อาจบ่งชี้ว่า  คุณกำลังประสบกับภาวะโรคร้ายอยู่ !!
นพ.สว่างพงษ์ พูลทรัพย์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ  ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่า ก๊าซในทางเดินอาหาร  นับวันยิ่งเป็นปัญหาทำให้มีผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้มากขึ้น  อาจเนื่องจากระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความรวดเร็วขึ้น  ส่งผลให้บริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซมากขึ้นไปด้วย
ก๊าซในทางเดิน อาหารเกิดจากปัจจัยแรกคือ กลืนอากาศเข้าไป  ส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจนและก๊าซออกซิเจน  คนส่วนใหญ่มักนึกไม่ถึงว่าโดยปกติเราจะกลืนก๊าซทุกๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-348" title="1-6-2553 22-00-39" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-22-00-39-300x222.jpg" alt="" width="300" height="222" /></p>
<p>ก๊าซในทางเดินอาหาร ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้อง &#8220;เรอ-ผายลม&#8221; แต่  คงไม่พึงประสงค์นักหากผิดที่ผิดทาง  สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีก๊าซในทางเดินอาหาร  ซึ่งร่างกายต้องขับออกมาอยู่เป็นประจำ  แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง รวมทั้งอาการอื่นๆ ตามมา <span id="more-347"></span><br />
ยิ่ง ในภาวะปัจจุบัน สังคมขับเคลื่อนให้คนทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น  จำต้องรับประทานอาหารจานด่วนเกือบทุกวัน  เพื่อย่นระยะเวลาการไปถึงที่ทำงานให้เร็วขึ้น  หรือบางคนรีบร้อนจนไม่ทันเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เมื่อวงจรชีวิตเร็วขึ้นๆ  ขณะที่ระบบของร่างกายยังทำงานในจังหวะจะโคนดังเดิม โรคต่างๆ ก็ตามมา</p>
<p>โรค ก๊าซในทางเดินอาหาร หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจนัก  เพราะไม่มีผลร้ายแรงต่อร่างกาย แต่อาจบ่งชี้ว่า  คุณกำลังประสบกับภาวะโรคร้ายอยู่ !!</p>
<p>นพ.สว่างพงษ์ พูลทรัพย์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ  ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่า ก๊าซในทางเดินอาหาร  นับวันยิ่งเป็นปัญหาทำให้มีผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้มากขึ้น  อาจเนื่องจากระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความรวดเร็วขึ้น  ส่งผลให้บริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซมากขึ้นไปด้วย</p>
<p>ก๊าซในทางเดิน อาหารเกิดจากปัจจัยแรกคือ กลืนอากาศเข้าไป  ส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจนและก๊าซออกซิเจน  คนส่วนใหญ่มักนึกไม่ถึงว่าโดยปกติเราจะกลืนก๊าซทุกๆ  ครั้งที่กลืนน้ำหรืออาหารเฉลี่ยประมาณ 2.6 ลิตรต่อน้ำ 1.5 ลิตรต่อวัน  และอาจมากกว่านี้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติ ซึ่งกลืนก๊าซโดยไม่รู้ตัว  โดยก๊าซที่กลืนมักถูกขับออกด้วยการเรอ และส่วนน้อยถูกขับออกด้วยการผายลม  อย่างน้อยประมาณ 0.5 ลิตรต่อวัน</p>
<p>ปัจจัยที่สอง  เกิดจากการสร้างก๊าซขึ้นมาของร่างกายส่วนใหญ่  โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต  และน้ำตาลที่ย่อยยากบางชนิด และจากปฏิกิริยาของสารในร่างกาย  กลุ่มนี้จะเป็นประเภทก๊าซไฮโดรเจน, คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน  ตลอดจนก๊าซอย่างอื่นอีกเล็กน้อย อันจะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์</p>
<p>&#8220;คน เราผายลมเฉลี่ย 10-20 ครั้งต่อวัน ในปริมาณก๊าซที่ถูกขับออกมาถึง 0.5-1.5  ลิตรต่อวัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุหรือเพศ&#8221;<br />
คนไข้มักมีอาการแน่นท้อง  ท้องอืด เรอบ่อย ผายลมบ่อยกว่าปกติหรือเห็นผิดปกติ  โดยอาการเหล่านี้ผู้ป่วยเองรับรู้ว่าเกิดก๊าซภายในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ  ขณะเดียวกันแพทย์ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ หรือนานๆ  บ่งชี้ได้ถึงคนไข้อาจเป็นโรคร้ายแรงอยู่เดิมแล้ว  อันจะกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน  โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งในทางเดินอาหาร ฯลฯ  ดังนั้นควรให้ความสำคัญโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก  ตลอดจนคนที่ป่วยมานานและทวีความรุนแรงมากขึ้น</p>
<p>รวมถึงคนไข้ที่มีอาการ เตือนบางอย่าง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ โลหิตจาง ถ่ายอุจจาระ ท้องผูก  หรือท้องเสียเป็นประจำ<br />
การรับประทานอาหารบางประเภท  เป็นอีกปัจจัยกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร  ดังนั้นผู้ป่วยควรเลี่ยงอาหารประเภทนม ไอศกรีม เนย โยเกิร์ต น้ำอัดลม  น้ำผึ้ง หรือของขบเคี้ยว เช่น ถั่วต้ม ถั่วเหลือง ลูกอม หมากฝรั่ง ข้าวโอ๊ต  ข้าวโพด มันฝรั่ง เมล็ดพืชอบแห้ง ตลอดจนกะหล่ำปลี บรอกโคลี เป็นต้น</p>
<p>ผู้ มีภาวะเสี่ยงโรคนี้ ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด  หลีกเลี่ยงการพูดคุยในระหว่างกินอาหาร  เพื่อไม่ให้อากาศเข้าสู่ทางเดินอาหารมากเกินไป  และไม่ควรนอนหรือเอนตัวหลังรับประทานอาหาร ควรออกกำลังกายอยู่เสมอ  เพื่อช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น</p>
<p>ส่วนการรักษาด้วยยาบางชนิดจะออก ฤทธิ์โดยกระตุ้น การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนบน  ซึ่งต้องระวังผลข้างเคียงในกรณีที่ใช้ยาติดต่อกันนาน  ดังนั้นคนไข้ไม่ควรบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม  อาการดังกล่าวอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ผู้ป่วยที่มีอายุมาก  มีอาการมานานหรือแย่ลง รวมทั้งมีอาการเตือน เช่น โลหิตจาง น้ำหนักลดผิดปกติ  ควรปรึกษาแพทย์ทันที</p>
<p>เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว  การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ และการใช้ชีวิตประจำวันจึงควรเอาใจใส่  เพื่อจะได้ห่างไกลจากโรคร้าย มีชีวิตอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ</p>
<p>ที่มา  : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ<br />
<a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhospital.com/" target="_blank">http://www.bangkokhospital.com</a> , <a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhospital.com/" target="_blank">http://www.bangkokhospital.com</a> , <a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhealth.com/" target="_blank">http://www.bangkokhealth.com</a> , <a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhealth.com/" target="_blank">http://www.bangkokhealth.com</a></p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=347&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/news/347.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แปรงฟันกันโรคหัวใจ ปล่อยปากฟันสกปรกเท่ากับ ท้าทายโรค</title>
		<link>http://www.healthdee.com/knowlage/344.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/knowlage/344.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 15:21:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เกร็ดความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดเลือดอุดตัน]]></category>
		<category><![CDATA[แปรงฟัน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจและหลอดเลือด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=344</guid>
		<description><![CDATA[
ผู้ที่เกียจคร้านไม่หมั่นแปรงฟันวันละ 2 หน เท่ากับปล่อยให้ตัวเอง  ตกเป็นเหยื่อของโรคหัวใจอยู่อย่างน่ากลัว
นักวิจัยสกอตแลนด์ได้ศึกษา ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักรักษาสุขภาพของปากฟัน จำนวนไม่ต่ำกว่า 11,000  คน พบว่าล่อแหลมกับที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจสูง  มากยิ่งกว่าผู้ที่แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ถึงร้อยละ 70
วารสารการ แพทย์แห่งอังกฤษ ก็เคยรายงานว่า  เคยมีการศึกษาพบว่าโรคเหงือกกับโรคหัวใจมีส่วนเกี่ยวข้องกันมาแล้ว  เป็นที่เข้าใจว่าการเกิดการอักเสบขึ้นในร่างกาย ไม่ว่าจะในปากและเหงือก  ล้วนแต่มีบทบาทสำคัญในการทำให้หลอดเลือดอุดตัน ซึ่งนำไปสู่การเกิดหัวใจวาย  แต่การศึกษาครั้งใหม่นับเป็นครั้งแรกที่นักวิจัยเพิ่งจะดูถึงความถี่ห่างของ การแปรงฟัน กับความเสี่ยงของการเกิดเป็นโรคหัวใจ
ผู้เชี่ยวชาญของ มูลนิธิโรคหัวใจของอังกฤษ กล่าวว่า เพราะเหตุว่าหากเราไม่แปรงฟัน  ในปากก็จะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ซึ่งอาจก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นได้
ใน ระหว่างช่วงเวลาการศึกษาเป็นเวลา 8 ปีนั้น  มีผู้ที่เกิดป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น อาการหัวใจวายขึ้น 555 ราย  และในจำนวนนี้สิ้นลมลงไป 170 ราย.
ข้อมูล ไทยรัฐ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-345" title="1-6-2553 21-54-49" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-54-49-300x234.jpg" alt="" width="300" height="234" /></p>
<p>ผู้ที่เกียจคร้านไม่หมั่นแปรงฟันวันละ 2 หน เท่ากับปล่อยให้ตัวเอง  ตกเป็นเหยื่อของโรคหัวใจอยู่อย่างน่ากลัว<span id="more-344"></span><br />
นักวิจัยสกอตแลนด์ได้ศึกษา ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักรักษาสุขภาพของปากฟัน จำนวนไม่ต่ำกว่า 11,000  คน พบว่าล่อแหลมกับที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจสูง  มากยิ่งกว่าผู้ที่แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ถึงร้อยละ 70</p>
<p>วารสารการ แพทย์แห่งอังกฤษ ก็เคยรายงานว่า  เคยมีการศึกษาพบว่าโรคเหงือกกับโรคหัวใจมีส่วนเกี่ยวข้องกันมาแล้ว  เป็นที่เข้าใจว่าการเกิดการอักเสบขึ้นในร่างกาย ไม่ว่าจะในปากและเหงือก  ล้วนแต่มีบทบาทสำคัญในการทำให้หลอดเลือดอุดตัน ซึ่งนำไปสู่การเกิดหัวใจวาย  แต่การศึกษาครั้งใหม่นับเป็นครั้งแรกที่นักวิจัยเพิ่งจะดูถึงความถี่ห่างของ การแปรงฟัน กับความเสี่ยงของการเกิดเป็นโรคหัวใจ</p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญของ มูลนิธิโรคหัวใจของอังกฤษ กล่าวว่า เพราะเหตุว่าหากเราไม่แปรงฟัน  ในปากก็จะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ซึ่งอาจก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นได้</p>
<p>ใน ระหว่างช่วงเวลาการศึกษาเป็นเวลา 8 ปีนั้น  มีผู้ที่เกิดป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น อาการหัวใจวายขึ้น 555 ราย  และในจำนวนนี้สิ้นลมลงไป 170 ราย.</p>
<p>ข้อมูล ไทยรัฐ</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=344&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/knowlage/344.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>9 Tips สำหรับสมรภูมิเซ็กซ์ในคืนวันแต่งงาน</title>
		<link>http://www.healthdee.com/sex/341.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/sex/341.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 15:13:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็กส์วันแต่งงาน]]></category>
		<category><![CDATA[แต่งงาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=341</guid>
		<description><![CDATA[
ละเลยไม่ได้จริงๆสำหรับคู่บ่าวสาวที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมหอลงโรงกันเสียที คืนวันแต่งงานจะให้ดีก็ต้องรู้จักเตรียมตัวและใจอย่าง 9ทิปส์ ให้เซ็กซ์ระหว่างคุณทั้งสองเต็มไปด้วยความประทับใจสุดๆก่อนแต่งเป็น แฟนกัน ก็ต้องมีระยะห่างในการคบกันไม่ให้สนิมสนมเกินงามตามที่พ่อแม่นั้นสั่งสอน ด้วยความเป็นห่วง เรื่องเซ็กซ์สำหรับบางคู่อาจไม่ได้เปิดเผย หรือเกิดขึ้นได้ พอถึงวันแต่งงาน คืนแรกที่คู่รักจะได้อยู่ด้วยกันจึงต้องรู้จักสร้างความทรงจำที่ดีให้กันมาก ที่สุด เพราะปฏิบัตการเซ็กซ์ในคืนแรกนี่แหละ จะช่วยให้คุณทั้งเกิดความประทับใจต่อกันจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว
1. Take things slowly
ช้าๆ ได้พล้าเล่มงาม เป็นที่โบร่ำโบราณท่านสอนเสมอ ซึ่งกับเรื่องนี้ก็เอามาปรับใช้ได้เหมือนกันนะ  คิดดูสิคุณทั้งคู่เหนื่อยมาทั้งวันกับพิธีการ ที่แสนจะสับสนอลม่านไปแล้ว ช่วงนี้ปล่อยหัวจิตหัวใจไปสบายๆ ดีกว่า อย่ารีบร้อนจนเกินไป เพราะยังไงคืนนี้ก็หนีไม่รอดแน่ ฮ่าๆ
2. Lower your  expectations
เรื่องเซ็กซ์มันไม่มีแบบแผนตายตัว ดังนั้นเลิกคาดหวังว่าคู่ของคุณจะเป็นแบบไหน ทางที่ดีปล่อยให้กิจกรรมนี้เป็นไปตามสถานการณ์และอารมณ์ของคุณทั้งคู่จะดี กว่า เพราะยิ่งคาดหวัง แล้วถ้ามันดันไม่เป็นอย่างที่คิด อาจจะหมดอารมณ์ในการเติมเต็มความสุขซึ่งกันและกันในคืนแรกไปเปล่าๆ นะ
3. Read some sex books
นี่ ก็เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกันสำหรับสาวเวอร์จิ้นทั้งหลาย การศึกษาข้อมูลจากหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเพศไว้ก่อนถึงวันแต่งงานก็จะช่วย ให้คุณรู้ว่าพอถึงคืนนั้นจริงๆ ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร หรือเป็นตัวหนังสืออาจจะยังไม่เข้าใจ ก็ลองหาภาพเคลื่อนไหวมาดูบ้างก็ได้ ของแบบนี้ไม่มีใครเขาว่าคุณเป็นผู้หญิงลามกหรอก เพราะผู้ชายเขาก็ยังดูกันเลย ที่สำคัญเราดูเพื่อนำไปปฏิบัติในเวลาที่เหมาะสม ฉะนั้นอย่าได้แคร์
4. Talk to each other
เรื่องนี้ต้องขยาย! [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-342" title="1-6-2553 21-47-33" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-47-33-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></p>
<p>ละเลยไม่ได้จริงๆสำหรับคู่บ่าวสาวที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมหอลงโรงกันเสียที คืนวันแต่งงานจะให้ดีก็ต้องรู้จักเตรียมตัวและใจอย่าง 9ทิปส์ ให้เซ็กซ์ระหว่างคุณทั้งสองเต็มไปด้วยความประทับใจสุดๆ<span id="more-341"></span>ก่อนแต่งเป็น แฟนกัน ก็ต้องมีระยะห่างในการคบกันไม่ให้สนิมสนมเกินงามตามที่พ่อแม่นั้นสั่งสอน ด้วยความเป็นห่วง เรื่องเซ็กซ์สำหรับบางคู่อาจไม่ได้เปิดเผย หรือเกิดขึ้นได้ พอถึงวันแต่งงาน คืนแรกที่คู่รักจะได้อยู่ด้วยกันจึงต้องรู้จักสร้างความทรงจำที่ดีให้กันมาก ที่สุด เพราะปฏิบัตการเซ็กซ์ในคืนแรกนี่แหละ จะช่วยให้คุณทั้งเกิดความประทับใจต่อกันจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว</p>
<p>1. Take things slowly</p>
<p>ช้าๆ ได้พล้าเล่มงาม เป็นที่โบร่ำโบราณท่านสอนเสมอ ซึ่งกับเรื่องนี้ก็เอามาปรับใช้ได้เหมือนกันนะ  คิดดูสิคุณทั้งคู่เหนื่อยมาทั้งวันกับพิธีการ ที่แสนจะสับสนอลม่านไปแล้ว ช่วงนี้ปล่อยหัวจิตหัวใจไปสบายๆ ดีกว่า อย่ารีบร้อนจนเกินไป เพราะยังไงคืนนี้ก็หนีไม่รอดแน่ ฮ่าๆ</p>
<p>2. Lower your  expectations</p>
<p>เรื่องเซ็กซ์มันไม่มีแบบแผนตายตัว ดังนั้นเลิกคาดหวังว่าคู่ของคุณจะเป็นแบบไหน ทางที่ดีปล่อยให้กิจกรรมนี้เป็นไปตามสถานการณ์และอารมณ์ของคุณทั้งคู่จะดี กว่า เพราะยิ่งคาดหวัง แล้วถ้ามันดันไม่เป็นอย่างที่คิด อาจจะหมดอารมณ์ในการเติมเต็มความสุขซึ่งกันและกันในคืนแรกไปเปล่าๆ นะ</p>
<p>3. Read some sex books</p>
<p>นี่ ก็เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกันสำหรับสาวเวอร์จิ้นทั้งหลาย การศึกษาข้อมูลจากหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเพศไว้ก่อนถึงวันแต่งงานก็จะช่วย ให้คุณรู้ว่าพอถึงคืนนั้นจริงๆ ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร หรือเป็นตัวหนังสืออาจจะยังไม่เข้าใจ ก็ลองหาภาพเคลื่อนไหวมาดูบ้างก็ได้ ของแบบนี้ไม่มีใครเขาว่าคุณเป็นผู้หญิงลามกหรอก เพราะผู้ชายเขาก็ยังดูกันเลย ที่สำคัญเราดูเพื่อนำไปปฏิบัติในเวลาที่เหมาะสม ฉะนั้นอย่าได้แคร์</p>
<p>4. Talk to each other</p>
<p>เรื่องนี้ต้องขยาย! แต่จะให้พูดกันโต้งๆ มันไม่ได้เพราะยางอายก็ยังมีอยู่ งั้นก็เอาแบบนี้สิ ตอนช่วงที่คุณทั้งสองกำลังเตรียมงานกันอยู่ พอถึงช่วงที่พักผ่อนรีแลกซ์นั้นก็เปลี่ยนเรื่องคุยกันบ้าง อย่างเช่น เรื่องความรักของคุณทั้งสองที่ผ่านมา และก็โยงเข้าเรื่องนั้นไปเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้คู่ของคุณรู้สึกวาบหวาม และตื่นเต้นในวันที่ใกล้จะมาถึง</p>
<p>5. Expand  your idea of the  &#8220;Wedding night&#8221;</p>
<p>ถ้าถึงวันแต่งงานเตรียมใจไว้เลยว่าคุณทั้งคู่ต้องเหนื่อยแน่ๆ กับการต้องคอยต้อนรับแขกที่มา ซึ่งมันจะส่งผลอันน่าหดหู่ที่สุดเมื่อถึงเวลาเข้าหอ เพราะคุณทั้งคู่คงอยากนอนหลับมากกว่าการจะสร้างสัมพันธ์อันเร่าร้อน ดังนั้นวางแผนไว้ก่อนถึงวันงานเลยว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไร</p>
<p>6. Flirt  with each other during the wedding</p>
<p>ถึงวันแต่งจริงๆ คุณทั้งสองแทบจะไม่ได้อยู่ห่างกันเลยตั้งแต่เช้าจรดเย็น ดังนั้นช่วงที่ยังไม่ได้รับแขก ก็ลองพูดจาเย้าหยอก ทำสายตาเจ้าชู้ใส่บ้าง มันก็ช่วยให้คืนแรกที่กำลังมาถึงของคุณอีกไม่กี่ชั่วโมงเข้างหน้า รู้สึกตื่นเต้นได้มากเลยล่ะ</p>
<p>7. Don&#8217;t have sex with each other for a couple  of week before wedding</p>
<p>ข้อ นี้ถือว่าสำคัญจริงๆ และอยากคู่รักที่กำลังจะแต่งงานพยายามอดทนกันหน่อย เพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงแล้ว  ดังนั้นขอห้ามอย่าเพิ่งมีเซ็กซ์กัน รู้นะว่าอยาก แต่ถ้าได้ยากมันก็จะดีกับคุณสาวๆ เอง และที่สำคัญมันจะยิ่งทำให้คืนที่คุณทั้งสองมีเซ็กซ์ครั้งแรกในวันแต่งงาน เป็นอะไรที่น่าจดจำ และน่าตื่นเต้นที่สุด</p>
<p>8. Try something new</p>
<p>สำหรับคู่รักที่อาจมี เซ็กซ์กันตั้งแต่ที่คบกันเป็นแฟน พอถึงวันที่คุณทั้งสองแต่งงาน จะให้คืนนั้นเป็นเหมือนวันอื่นๆ ที่เคยผ่านมา มันก็คงจะธรรมดา และไม่รู้สึกประทับใจมากเท่าไหร่ ดังนั้นคุณทั้งสองต้องหาวิธีใหม่ๆในการมีเซ็กซ์มาเสริมให้คืนพิเศษนี้แตก ต่างจากเดิมให้ได้ อย่างเช่น ท่วงท่าพิเศษ อุปกรณ์เสริม การสวมใส่ชุดพิเศษที่คู่รักของคุณไม่เคยเห็นมาก่อน หรือคำพูดที่คุณทั้งสองอาจไม่เคยได้บอกเพื่อแสดงความรักที่มีต่อกัน</p>
<p>9. Set  the  stage</p>
<p>เรื่อง บรรยากาศ สถานที่ก็สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น  เพราะสิ่งนี้มันจะช่วยเสริมเพิ่มให้อารมณ์ลื่นไหล ซึ่งอาจใช้แสงที่ดูนุ่มนวลจากเทียนเข้าช่วย พร้อมเปิดเพลงช้าๆ พวกดนตรีบรรเลงดังเอื่อยๆ และทางที่ดีก็หลีกหนีพวกเพื่อนๆ ของคุณที่พยายามจะลุ้นตัวโก่งกับการเข้าห้องหอของคุณทั้งสองด้วย ไม่งั้นตี 2 ก็คงไม่ได้เริ่มภารกิจสะกิดรักแน่ๆ</p>
<p>ข้อมูลบางส่วนจาก : www.wedding.about.com</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=341&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/sex/341.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้ป่วยภูมิแพ้ เป็นโรคมะเร็งน้อยกว่าคนทั่วไป</title>
		<link>http://www.healthdee.com/news/338.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/news/338.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 14:58:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=338</guid>
		<description><![CDATA[
นักวิทยาศาสตร์ เผยผลการศึกษาเรื่องมะเร็งและภูมิแพ้ พบคนที่เป็นภูมิแพ้ จะมีโอกาสเจ็บป่วยเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนอื่น
นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า อาการภูมิแพ้ทั้งหลายเกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มโรค เพื่อช่วยปัดเป่าอาการโรคที่อาจจะถึงตายให้พ้นไป
หมอโรนัลด์ คริสตัล หัวหน้าแผนกโรคปอดและวิกฤติบริบาลของศูนย์แพทย์เวลล์ คอร์เนลล์ ในกรุงนิวยอร์ก กล่าวว่า ‘ภูมิแพ้เป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มโรคทั่วไปของเรา มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์กันยาก และก็เคยได้ยินการแสดงความสงสัยบางเรื่อง แต่มันก็เป็นความเห็นกันในด้านนี้ และการศึกษาหนนี้ก็ยืนยันเพิ่มเติมอีก’
ผลการศึกษาแสดงว่า สตรีที่เป็นหืด จะเป็นโรคมะเร็งรังไข่น้อยกว่าทั่วไป ร้อยละ 30 เด็กที่เป็นภูมิแพ้อากาศ จะเป็นโรคมะเร็งของเม็ดโลหิต น้อยกว่าเด็กอื่น ถึงร้อยละ 40
นักวิจัยยังได้รายงานว่า พบหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า การเป็นภูมิแพ้เป็นผลดีทางการแพทย์ และพบว่าเด็กที่เป็นภูมิแพ้ที่มากับอากาศ จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งของคอ ผิวหนัง ปอด และลำไส้ ขณะเดียวกัน การศึกษาที่แคนาดาก็แสดงว่าผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หรือไข้ละอองฟาง จะมีโอกาสที่จะเป“นมะเร็งของตับอ่อนน้อยกว่าคนอื่นถึงร้อยละ 58
Content by VoiceTV
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-32-10.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-339" title="1-6-2553 21-32-10" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-32-10-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ เผยผลการศึกษาเรื่องมะเร็งและภูมิแพ้ พบคนที่เป็นภูมิแพ้ จะมีโอกาสเจ็บป่วยเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนอื่น<span id="more-338"></span><br />
นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า อาการภูมิแพ้ทั้งหลายเกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มโรค เพื่อช่วยปัดเป่าอาการโรคที่อาจจะถึงตายให้พ้นไป</p>
<p>หมอโรนัลด์ คริสตัล หัวหน้าแผนกโรคปอดและวิกฤติบริบาลของศูนย์แพทย์เวลล์ คอร์เนลล์ ในกรุงนิวยอร์ก กล่าวว่า ‘ภูมิแพ้เป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มโรคทั่วไปของเรา มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์กันยาก และก็เคยได้ยินการแสดงความสงสัยบางเรื่อง แต่มันก็เป็นความเห็นกันในด้านนี้ และการศึกษาหนนี้ก็ยืนยันเพิ่มเติมอีก’</p>
<p>ผลการศึกษาแสดงว่า สตรีที่เป็นหืด จะเป็นโรคมะเร็งรังไข่น้อยกว่าทั่วไป ร้อยละ 30 เด็กที่เป็นภูมิแพ้อากาศ จะเป็นโรคมะเร็งของเม็ดโลหิต น้อยกว่าเด็กอื่น ถึงร้อยละ 40</p>
<p>นักวิจัยยังได้รายงานว่า พบหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า การเป็นภูมิแพ้เป็นผลดีทางการแพทย์ และพบว่าเด็กที่เป็นภูมิแพ้ที่มากับอากาศ จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งของคอ ผิวหนัง ปอด และลำไส้ ขณะเดียวกัน การศึกษาที่แคนาดาก็แสดงว่าผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หรือไข้ละอองฟาง จะมีโอกาสที่จะเป“นมะเร็งของตับอ่อนน้อยกว่าคนอื่นถึงร้อยละ 58</p>
<p>Content by VoiceTV</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=338&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/news/338.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กล้วยหอมมีดีกว่าที่คุณคิด</title>
		<link>http://www.healthdee.com/food/334.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/food/334.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 14:53:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาหารเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วยหอม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=334</guid>
		<description><![CDATA[
หลายคนอาจมองว่ากล้วย หอมเป็นพืชที่แสนจะธรรมดา รับประทานเข้าไปแล้วก็เพื่อความอร่อยเฉยๆ แต่จริงๆ แล้วกล้วยหอมมีดีกว่าที่คุณคิด
กล้วยหอมมีสารน้ำตาล อยู่ 3 ชนิด คือ ซุคโคส ฟรุคโตส และกลูโคส (sucrose, fructose and glucose) แถมยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เมื่อทานกล้วยหอมแล้ว มันจะให้พลังงานแก่ร่างกายพร้อมนำไปใช้ทันทีเลยค่ะ จะยกตัวอย่างให้เห็นถึงพลังจากกล้วยหอม 2 ใบ พลังงานที่ได้จะมากพอที่จะให้เราทำงานถึง 90 นาที แต่ประโยชน์ที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ และอาการผิดปกติของร่างกายต่างๆ ได้ดีทีเดียว
เห็นไหมล่ะคะว่า กล้วยหอมมีดีกว่าที่ทุกคนคิดจริงๆ เมื่อรู้ถึงประโยชน์ของกล้วยหอมแล้วก็อย่าลืมหามาไว้ติดบ้านนะคะ
Content by Voice TV
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-26-48.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-335" title="1-6-2553 21-26-48" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-26-48-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" /></a></p>
<p>หลายคนอาจมองว่ากล้วย หอมเป็นพืชที่แสนจะธรรมดา รับประทานเข้าไปแล้วก็เพื่อความอร่อยเฉยๆ แต่จริงๆ แล้วกล้วยหอมมีดีกว่าที่คุณคิด<span id="more-334"></span><br />
กล้วยหอมมีสารน้ำตาล อยู่ 3 ชนิด คือ ซุคโคส ฟรุคโตส และกลูโคส (sucrose, fructose and glucose) แถมยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เมื่อทานกล้วยหอมแล้ว มันจะให้พลังงานแก่ร่างกายพร้อมนำไปใช้ทันทีเลยค่ะ จะยกตัวอย่างให้เห็นถึงพลังจากกล้วยหอม 2 ใบ พลังงานที่ได้จะมากพอที่จะให้เราทำงานถึง 90 นาที แต่ประโยชน์ที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ และอาการผิดปกติของร่างกายต่างๆ ได้ดีทีเดียว</p>
<p>เห็นไหมล่ะคะว่า กล้วยหอมมีดีกว่าที่ทุกคนคิดจริงๆ เมื่อรู้ถึงประโยชน์ของกล้วยหอมแล้วก็อย่าลืมหามาไว้ติดบ้านนะคะ</p>
<p>Content by Voice TV</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=334&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/food/334.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ของดีใกล้ตัว &#8216;บัวบก-ตะไคร้&#8217; ยับยั้งมะเร็งได้</title>
		<link>http://www.healthdee.com/food/330.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/food/330.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 14:45:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาหารเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ตะไคร้]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[ใบบัวบก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=330</guid>
		<description><![CDATA[
สวทช.เผยงานวิจัย บัวบกและตะไคร้พืชสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ศ.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ ภาควิชาชีวเคมีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะนักวิจัยโครงการสมองไหลกลับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) เปิดเผยการทดสอบการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูขาว พบ
สารสกัดจากบัวบกและตะไคร้ มีฤทธิ์ป้องกันและยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างดี โดยกลุ่มหนูขาวที่ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หลังจากการได้รับสารก่อมะเร็งปนเปื้อนในอาหารประเภทปิ้งย่าง ตรวจพบจำนวนเซลล์ก่อมะเร็งขนาดใหญ่และมีเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะเป็นเซลล์ ร้ายและลุกลาม ขณะที่กลุ่มหนูขาวซึ่งได้รับสารสกัดจากใบบัวบกหรือตะไคร้ไม่ว่าก่อนหรือหลัง ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่พบจำนวนเซลล์ก่อมะเร็งลดลงถึงร้อยละ 60 โดยเซลล์มีขนาดเล็กกว่าและไม่ลุกลาม
ศ.อุษณีย์ กล่าวว่า เนื่องจากในสารสกัดบัวบกมีกรดอะเซียติก (Asiatic acid) ที่เป็นสารออกฤทธิ์ทำให้เซลล์มะเร็งเกิดการทำลายตัวเองส่วนสารสกัดจากตะไคร้ นั้น พบสารสำคัญ คือ ซิทรอล (citral) ที่มีฤทธิ์หยุดวงจรการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งแรกสำหรับคุณสมบัติข้อนี้ของตะไคร้
ทีมวิจัยยังใช้เทคนิค HPLC fingerprint ในการกำหนดและควบคุมสารที่สกัดจากบัวบกหรือตะไคร้ให้มีปริมาณความเข้มข้นของ สารสำคัญที่แน่นอน สม่ำเสมอ ปลอดภัย และได้มาตรฐานจึงเหมาะที่จะนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์
ศ.อุษณีย์ กล่าว ‘เพื่อให้สามารถกำหนดปริมาณในการบริโภคสารสกัดจากบัวบกหรือตะไคร้สำหรับ ป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิผลทีมวิจัยยังได้เจาะเลือดหนูขาวมาทำการ ศึกษาวัดอัตราและขอบเขตการออกฤทธิ์ของสารออกฤทธิ์ภายหลังการป้อนสารสกัด มาตรฐานจากบัวบกหรือตะไคร้ พบว่า หนูขาวสามารถดูดซึมสารสำคัญได้ในเวลา 10 นาที และเพิ่มปริมาณสูงสุดที่เวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นสารสกัดจะค่อยๆ ลดลงจนกระทั่งหายไปจากซีรั่มภายใน6 ชั่วโมง ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้คำนวณสำหรับวางแผนวิจัยเชิงคลีนิคในอาสาสมัคร สำหรับหาปริมาณการบริโภคที่เหมาะสมในมนุษย์ต่อไป’
Content by [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1_14342.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-331" title="1_14342" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1_14342-300x169.jpg" alt="" width="300" height="169" /></a></p>
<p>สวทช.เผยงานวิจัย บัวบกและตะไคร้พืชสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่<br />
<span id="more-330"></span>ศ.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ ภาควิชาชีวเคมีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะนักวิจัยโครงการสมองไหลกลับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) เปิดเผยการทดสอบการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูขาว พบ</p>
<p>สารสกัดจากบัวบกและตะไคร้ มีฤทธิ์ป้องกันและยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างดี โดยกลุ่มหนูขาวที่ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หลังจากการได้รับสารก่อมะเร็งปนเปื้อนในอาหารประเภทปิ้งย่าง ตรวจพบจำนวนเซลล์ก่อมะเร็งขนาดใหญ่และมีเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะเป็นเซลล์ ร้ายและลุกลาม ขณะที่กลุ่มหนูขาวซึ่งได้รับสารสกัดจากใบบัวบกหรือตะไคร้ไม่ว่าก่อนหรือหลัง ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่พบจำนวนเซลล์ก่อมะเร็งลดลงถึงร้อยละ 60 โดยเซลล์มีขนาดเล็กกว่าและไม่ลุกลาม</p>
<p>ศ.อุษณีย์ กล่าวว่า เนื่องจากในสารสกัดบัวบกมีกรดอะเซียติก (Asiatic acid) ที่เป็นสารออกฤทธิ์ทำให้เซลล์มะเร็งเกิดการทำลายตัวเองส่วนสารสกัดจากตะไคร้ นั้น พบสารสำคัญ คือ ซิทรอล (citral) ที่มีฤทธิ์หยุดวงจรการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งแรกสำหรับคุณสมบัติข้อนี้ของตะไคร้</p>
<p>ทีมวิจัยยังใช้เทคนิค HPLC fingerprint ในการกำหนดและควบคุมสารที่สกัดจากบัวบกหรือตะไคร้ให้มีปริมาณความเข้มข้นของ สารสำคัญที่แน่นอน สม่ำเสมอ ปลอดภัย และได้มาตรฐานจึงเหมาะที่จะนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์</p>
<p>ศ.อุษณีย์ กล่าว ‘เพื่อให้สามารถกำหนดปริมาณในการบริโภคสารสกัดจากบัวบกหรือตะไคร้สำหรับ ป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิผลทีมวิจัยยังได้เจาะเลือดหนูขาวมาทำการ ศึกษาวัดอัตราและขอบเขตการออกฤทธิ์ของสารออกฤทธิ์ภายหลังการป้อนสารสกัด มาตรฐานจากบัวบกหรือตะไคร้ พบว่า หนูขาวสามารถดูดซึมสารสำคัญได้ในเวลา 10 นาที และเพิ่มปริมาณสูงสุดที่เวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นสารสกัดจะค่อยๆ ลดลงจนกระทั่งหายไปจากซีรั่มภายใน6 ชั่วโมง ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้คำนวณสำหรับวางแผนวิจัยเชิงคลีนิคในอาสาสมัคร สำหรับหาปริมาณการบริโภคที่เหมาะสมในมนุษย์ต่อไป’</p>
<p>Content by VoiceTV</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=330&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/food/330.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟังเพลงเสียงดัง ระวังเป็นโรคหูดับ</title>
		<link>http://www.healthdee.com/news/326.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/news/326.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 14:40:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อะซัยโคลเวีย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหูดับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=326</guid>
		<description><![CDATA[
ชอบใส่หูฟัง เปิดเพลงเสียงดังหรืออยู่ในที่มีเสียงดังเป็นประจำ เสี่ยงเป็นโรคหูดับ อาการมีทั้งเป็นชั่วคราวและถาวร
โรคหูดับหรือชื่อภาษา อังกฤษว่า Sudden Hearing Loss (SHL) คือภาวะสูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน โดยผู้เป็นโรคหูดับจะมีอาการหูได้ยินเสียงน้อยลงหรือไม่ได้ยินเสียงเลย อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นข้างเดียว การจัดว่าเป็นโรคหูดับหรือไม่จะวัดจากระดับการได้ยิน หากระดับการได้ยินลดลงมากกว่า 30 เดซิเบล นานกว่า 72 ชั่วโมงจะจัดเป็นโรคหูดับ โดยอาการโรคหูดับมักชัดเจนในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก ระดับเสียงที่ไม่ได้ยินอาจเป็นระดับเสียงที่ความดังเท่าใดก็ได้ และมีทั้งอาการที่เป็นชั่วคราวและถาวร
จากสถิติพบว่า โรคหูดับมักเกิดกับผู้ที่มีช่วงอายุ 30-60 ปี และมักเกิดกับผู้ที่มีอาชีพที่อยู่ในสถานที่มีเสียงดังเป็นประจำรวมทั้งผู้ ที่ชอบฟังเพลงเสียงดังๆจากเครื่องเล่น MP3 สาเหตุโรคหูดับมีหลายสาเหตุแต่ที่พบมากที่สุดถึงร้อยละ 60 คือ สาเหตุจากการรับเชื้อไวรัสบางชนิด โดยสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงทางน้ำเหลืองในห้องปฏิบัติการ ไวรัสที่เป็นสาเหตุได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ influenza type B, ซัยโตเมกาโลไวรัส CMV, ไวรัสคางทูม mumps, รูบิโอลา rubeola และไวรัสสุกใส-งูสวัด varicella-zoster โดยไวรัสเหล่านี้จะไปทำให้หูชั้นในอักเสบ
การรักษาโรคหูดับที่สำคัญคือ การพักผ่อนให้มากที่สุดเพื่อให้ประสาทหูฟื้นตัวโดยเร็ว โดยทั่วไปแพทย์จะสั่งให้พักผ่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์โดยระหว่างนี้ห้ามฟังหรือเข้าใกล้ที่ที่เสียงดัง
มากๆ และพบว่าผู้ป่วยกว่าร้อยละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-09-59.png"><img class="alignnone size-medium wp-image-327" title="1-6-2553 21-09-59" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-09-59-300x201.png" alt="" width="300" height="201" /></a></p>
<p>ชอบใส่หูฟัง เปิดเพลงเสียงดังหรืออยู่ในที่มีเสียงดังเป็นประจำ เสี่ยงเป็นโรคหูดับ อาการมีทั้งเป็นชั่วคราวและถาวร<br />
<span id="more-326"></span>โรคหูดับหรือชื่อภาษา อังกฤษว่า Sudden Hearing Loss (SHL) คือภาวะสูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน โดยผู้เป็นโรคหูดับจะมีอาการหูได้ยินเสียงน้อยลงหรือไม่ได้ยินเสียงเลย อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นข้างเดียว การจัดว่าเป็นโรคหูดับหรือไม่จะวัดจากระดับการได้ยิน หากระดับการได้ยินลดลงมากกว่า 30 เดซิเบล นานกว่า 72 ชั่วโมงจะจัดเป็นโรคหูดับ โดยอาการโรคหูดับมักชัดเจนในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก ระดับเสียงที่ไม่ได้ยินอาจเป็นระดับเสียงที่ความดังเท่าใดก็ได้ และมีทั้งอาการที่เป็นชั่วคราวและถาวร</p>
<p>จากสถิติพบว่า โรคหูดับมักเกิดกับผู้ที่มีช่วงอายุ 30-60 ปี และมักเกิดกับผู้ที่มีอาชีพที่อยู่ในสถานที่มีเสียงดังเป็นประจำรวมทั้งผู้ ที่ชอบฟังเพลงเสียงดังๆจากเครื่องเล่น MP3 สาเหตุโรคหูดับมีหลายสาเหตุแต่ที่พบมากที่สุดถึงร้อยละ 60 คือ สาเหตุจากการรับเชื้อไวรัสบางชนิด โดยสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงทางน้ำเหลืองในห้องปฏิบัติการ ไวรัสที่เป็นสาเหตุได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ influenza type B, ซัยโตเมกาโลไวรัส CMV, ไวรัสคางทูม mumps, รูบิโอลา rubeola และไวรัสสุกใส-งูสวัด varicella-zoster โดยไวรัสเหล่านี้จะไปทำให้หูชั้นในอักเสบ</p>
<p>การรักษาโรคหูดับที่สำคัญคือ การพักผ่อนให้มากที่สุดเพื่อให้ประสาทหูฟื้นตัวโดยเร็ว โดยทั่วไปแพทย์จะสั่งให้พักผ่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์โดยระหว่างนี้ห้ามฟังหรือเข้าใกล้ที่ที่เสียงดัง<br />
มากๆ และพบว่าผู้ป่วยกว่าร้อยละ 70 อาการหายได้เอง นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยการใช้ยาต้านไวรัสชื่อ อะซัยโคลเวีย (Acyclovir) สำหรับโรคที่เกิดจากไวรัส HSV-1 และจะยิ่งได้ผลดีขึ้นเมื่อให้ยาต้านไวรัสร่วมกับยาสเตียรอยด์ ส่วนยาลดปฏิกิริยาอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ corticosteroids ก็ได้ผลดีเช่นกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคหูดับที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานานๆและไม่เปิดเพลงจากเครื่อง เล่น MP3 เสียงดังเกินไปเป็นระยะเวลาติดต่อกัน</p>
<p>Content by VoiceTV</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=326&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/news/326.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กินไข่อย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ</title>
		<link>http://www.healthdee.com/food/321.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/food/321.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 08:36:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาหารเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คอเลสเตอรอลสูง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไข่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=321</guid>
		<description><![CDATA[
การกินไข่ในปริมาณ เหมาะสมตามวัยจะช่วยลดไขมันส่วนเกิน และควบคุมระดับคอเลสเตอรอลให้เป็นปกติ ได้อย่างง่ายดายค่ะ
เด็กอายุ 1 ปีจนถึงเด็กวัยเรียน ควรบริโภคไข่วันละ 1 ฟองผู้ใหญ่ที่มีภาวะร่างกายปกติ ควรบริโภคไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์
คนวัยทำงานสุขภาพดี สามารถบริโภคไข่ได้ทุกวัน ไม่เพิ่มคอเลสเตอรอลและไม่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ก็ควรบริโภคไข่เพียง 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์
นอกจากแล้วสิ่งที่ทุกคนควรทราบไว้นะคะ ไข่ไม่ได้เป็นสาเหตหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด
Content by Voice TV
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-15-04-59.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-322" title="1-6-2553 15-04-59" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-15-04-59-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" /></a></p>
<p>การกินไข่ในปริมาณ เหมาะสมตามวัยจะช่วยลดไขมันส่วนเกิน และควบคุมระดับคอเลสเตอรอลให้เป็นปกติ ได้อย่างง่ายดายค่ะ<br />
เด็กอายุ 1 ปีจนถึงเด็กวัยเรียน ควรบริโภคไข่วันละ 1 ฟองผู้ใหญ่ที่มีภาวะร่างกายปกติ ควรบริโภคไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์<span id="more-321"></span></p>
<p>คนวัยทำงานสุขภาพดี สามารถบริโภคไข่ได้ทุกวัน ไม่เพิ่มคอเลสเตอรอลและไม่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ</p>
<p>กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ก็ควรบริโภคไข่เพียง 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์</p>
<p>นอกจากแล้วสิ่งที่ทุกคนควรทราบไว้นะคะ ไข่ไม่ได้เป็นสาเหตหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด</p>
<p>Content by Voice TV</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=321&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/food/321.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
