<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ &#187; ข่าวสุขภาพ</title>
	<atom:link href="http://www.healthdee.com/category/news/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.healthdee.com</link>
	<description>รวบรวมเนื้อหา ข่าวสุขภาพ  เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณ</description>
	<lastBuildDate>Wed, 02 Jun 2010 15:41:43 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>&#8216;ก๊าซในทางเดินอาหาร&#8217; สัญญาณเตือนโรคร้าย!!</title>
		<link>http://www.healthdee.com/news/347.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/news/347.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 15:26:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซในทางเดินอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ผายลม]]></category>
		<category><![CDATA[เรอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=347</guid>
		<description><![CDATA[
ก๊าซในทางเดินอาหาร ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้อง &#8220;เรอ-ผายลม&#8221; แต่  คงไม่พึงประสงค์นักหากผิดที่ผิดทาง  สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีก๊าซในทางเดินอาหาร  ซึ่งร่างกายต้องขับออกมาอยู่เป็นประจำ  แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง รวมทั้งอาการอื่นๆ ตามมา 
ยิ่ง ในภาวะปัจจุบัน สังคมขับเคลื่อนให้คนทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น  จำต้องรับประทานอาหารจานด่วนเกือบทุกวัน  เพื่อย่นระยะเวลาการไปถึงที่ทำงานให้เร็วขึ้น  หรือบางคนรีบร้อนจนไม่ทันเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เมื่อวงจรชีวิตเร็วขึ้นๆ  ขณะที่ระบบของร่างกายยังทำงานในจังหวะจะโคนดังเดิม โรคต่างๆ ก็ตามมา
โรค ก๊าซในทางเดินอาหาร หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจนัก  เพราะไม่มีผลร้ายแรงต่อร่างกาย แต่อาจบ่งชี้ว่า  คุณกำลังประสบกับภาวะโรคร้ายอยู่ !!
นพ.สว่างพงษ์ พูลทรัพย์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ  ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่า ก๊าซในทางเดินอาหาร  นับวันยิ่งเป็นปัญหาทำให้มีผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้มากขึ้น  อาจเนื่องจากระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความรวดเร็วขึ้น  ส่งผลให้บริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซมากขึ้นไปด้วย
ก๊าซในทางเดิน อาหารเกิดจากปัจจัยแรกคือ กลืนอากาศเข้าไป  ส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจนและก๊าซออกซิเจน  คนส่วนใหญ่มักนึกไม่ถึงว่าโดยปกติเราจะกลืนก๊าซทุกๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-348" title="1-6-2553 22-00-39" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-22-00-39-300x222.jpg" alt="" width="300" height="222" /></p>
<p>ก๊าซในทางเดินอาหาร ถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้อง &#8220;เรอ-ผายลม&#8221; แต่  คงไม่พึงประสงค์นักหากผิดที่ผิดทาง  สิ่งเหล่านี้เกิดจากการมีก๊าซในทางเดินอาหาร  ซึ่งร่างกายต้องขับออกมาอยู่เป็นประจำ  แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง รวมทั้งอาการอื่นๆ ตามมา <span id="more-347"></span><br />
ยิ่ง ในภาวะปัจจุบัน สังคมขับเคลื่อนให้คนทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น  จำต้องรับประทานอาหารจานด่วนเกือบทุกวัน  เพื่อย่นระยะเวลาการไปถึงที่ทำงานให้เร็วขึ้น  หรือบางคนรีบร้อนจนไม่ทันเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เมื่อวงจรชีวิตเร็วขึ้นๆ  ขณะที่ระบบของร่างกายยังทำงานในจังหวะจะโคนดังเดิม โรคต่างๆ ก็ตามมา</p>
<p>โรค ก๊าซในทางเดินอาหาร หลายคนอาจไม่ให้ความสนใจนัก  เพราะไม่มีผลร้ายแรงต่อร่างกาย แต่อาจบ่งชี้ว่า  คุณกำลังประสบกับภาวะโรคร้ายอยู่ !!</p>
<p>นพ.สว่างพงษ์ พูลทรัพย์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ  ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำว่า ก๊าซในทางเดินอาหาร  นับวันยิ่งเป็นปัญหาทำให้มีผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้มากขึ้น  อาจเนื่องจากระบบการใช้ชีวิตของมนุษย์มีความรวดเร็วขึ้น  ส่งผลให้บริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดก๊าซมากขึ้นไปด้วย</p>
<p>ก๊าซในทางเดิน อาหารเกิดจากปัจจัยแรกคือ กลืนอากาศเข้าไป  ส่วนใหญ่เป็นก๊าซไนโตรเจนและก๊าซออกซิเจน  คนส่วนใหญ่มักนึกไม่ถึงว่าโดยปกติเราจะกลืนก๊าซทุกๆ  ครั้งที่กลืนน้ำหรืออาหารเฉลี่ยประมาณ 2.6 ลิตรต่อน้ำ 1.5 ลิตรต่อวัน  และอาจมากกว่านี้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติ ซึ่งกลืนก๊าซโดยไม่รู้ตัว  โดยก๊าซที่กลืนมักถูกขับออกด้วยการเรอ และส่วนน้อยถูกขับออกด้วยการผายลม  อย่างน้อยประมาณ 0.5 ลิตรต่อวัน</p>
<p>ปัจจัยที่สอง  เกิดจากการสร้างก๊าซขึ้นมาของร่างกายส่วนใหญ่  โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต  และน้ำตาลที่ย่อยยากบางชนิด และจากปฏิกิริยาของสารในร่างกาย  กลุ่มนี้จะเป็นประเภทก๊าซไฮโดรเจน, คาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน  ตลอดจนก๊าซอย่างอื่นอีกเล็กน้อย อันจะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์</p>
<p>&#8220;คน เราผายลมเฉลี่ย 10-20 ครั้งต่อวัน ในปริมาณก๊าซที่ถูกขับออกมาถึง 0.5-1.5  ลิตรต่อวัน โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุหรือเพศ&#8221;<br />
คนไข้มักมีอาการแน่นท้อง  ท้องอืด เรอบ่อย ผายลมบ่อยกว่าปกติหรือเห็นผิดปกติ  โดยอาการเหล่านี้ผู้ป่วยเองรับรู้ว่าเกิดก๊าซภายในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ  ขณะเดียวกันแพทย์ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ หรือนานๆ  บ่งชี้ได้ถึงคนไข้อาจเป็นโรคร้ายแรงอยู่เดิมแล้ว  อันจะกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหารมากกว่าปกติ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน  โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งในทางเดินอาหาร ฯลฯ  ดังนั้นควรให้ความสำคัญโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก  ตลอดจนคนที่ป่วยมานานและทวีความรุนแรงมากขึ้น</p>
<p>รวมถึงคนไข้ที่มีอาการ เตือนบางอย่าง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ โลหิตจาง ถ่ายอุจจาระ ท้องผูก  หรือท้องเสียเป็นประจำ<br />
การรับประทานอาหารบางประเภท  เป็นอีกปัจจัยกระตุ้นให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร  ดังนั้นผู้ป่วยควรเลี่ยงอาหารประเภทนม ไอศกรีม เนย โยเกิร์ต น้ำอัดลม  น้ำผึ้ง หรือของขบเคี้ยว เช่น ถั่วต้ม ถั่วเหลือง ลูกอม หมากฝรั่ง ข้าวโอ๊ต  ข้าวโพด มันฝรั่ง เมล็ดพืชอบแห้ง ตลอดจนกะหล่ำปลี บรอกโคลี เป็นต้น</p>
<p>ผู้ มีภาวะเสี่ยงโรคนี้ ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด  หลีกเลี่ยงการพูดคุยในระหว่างกินอาหาร  เพื่อไม่ให้อากาศเข้าสู่ทางเดินอาหารมากเกินไป  และไม่ควรนอนหรือเอนตัวหลังรับประทานอาหาร ควรออกกำลังกายอยู่เสมอ  เพื่อช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น</p>
<p>ส่วนการรักษาด้วยยาบางชนิดจะออก ฤทธิ์โดยกระตุ้น การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนบน  ซึ่งต้องระวังผลข้างเคียงในกรณีที่ใช้ยาติดต่อกันนาน  ดังนั้นคนไข้ไม่ควรบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม  อาการดังกล่าวอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ผู้ป่วยที่มีอายุมาก  มีอาการมานานหรือแย่ลง รวมทั้งมีอาการเตือน เช่น โลหิตจาง น้ำหนักลดผิดปกติ  ควรปรึกษาแพทย์ทันที</p>
<p>เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว  การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ และการใช้ชีวิตประจำวันจึงควรเอาใจใส่  เพื่อจะได้ห่างไกลจากโรคร้าย มีชีวิตอยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ</p>
<p>ที่มา  : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ<br />
<a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhospital.com/" target="_blank">http://www.bangkokhospital.com</a> , <a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhospital.com/" target="_blank">http://www.bangkokhospital.com</a> , <a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhealth.com/" target="_blank">http://www.bangkokhealth.com</a> , <a rel="nofollow" href="http://www.bangkokhealth.com/" target="_blank">http://www.bangkokhealth.com</a></p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=347&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/news/347.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้ป่วยภูมิแพ้ เป็นโรคมะเร็งน้อยกว่าคนทั่วไป</title>
		<link>http://www.healthdee.com/news/338.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/news/338.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 14:58:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=338</guid>
		<description><![CDATA[
นักวิทยาศาสตร์ เผยผลการศึกษาเรื่องมะเร็งและภูมิแพ้ พบคนที่เป็นภูมิแพ้ จะมีโอกาสเจ็บป่วยเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนอื่น
นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า อาการภูมิแพ้ทั้งหลายเกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มโรค เพื่อช่วยปัดเป่าอาการโรคที่อาจจะถึงตายให้พ้นไป
หมอโรนัลด์ คริสตัล หัวหน้าแผนกโรคปอดและวิกฤติบริบาลของศูนย์แพทย์เวลล์ คอร์เนลล์ ในกรุงนิวยอร์ก กล่าวว่า ‘ภูมิแพ้เป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มโรคทั่วไปของเรา มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์กันยาก และก็เคยได้ยินการแสดงความสงสัยบางเรื่อง แต่มันก็เป็นความเห็นกันในด้านนี้ และการศึกษาหนนี้ก็ยืนยันเพิ่มเติมอีก’
ผลการศึกษาแสดงว่า สตรีที่เป็นหืด จะเป็นโรคมะเร็งรังไข่น้อยกว่าทั่วไป ร้อยละ 30 เด็กที่เป็นภูมิแพ้อากาศ จะเป็นโรคมะเร็งของเม็ดโลหิต น้อยกว่าเด็กอื่น ถึงร้อยละ 40
นักวิจัยยังได้รายงานว่า พบหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า การเป็นภูมิแพ้เป็นผลดีทางการแพทย์ และพบว่าเด็กที่เป็นภูมิแพ้ที่มากับอากาศ จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งของคอ ผิวหนัง ปอด และลำไส้ ขณะเดียวกัน การศึกษาที่แคนาดาก็แสดงว่าผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หรือไข้ละอองฟาง จะมีโอกาสที่จะเป“นมะเร็งของตับอ่อนน้อยกว่าคนอื่นถึงร้อยละ 58
Content by VoiceTV
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-32-10.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-339" title="1-6-2553 21-32-10" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-32-10-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ เผยผลการศึกษาเรื่องมะเร็งและภูมิแพ้ พบคนที่เป็นภูมิแพ้ จะมีโอกาสเจ็บป่วยเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนอื่น<span id="more-338"></span><br />
นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า อาการภูมิแพ้ทั้งหลายเกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มโรค เพื่อช่วยปัดเป่าอาการโรคที่อาจจะถึงตายให้พ้นไป</p>
<p>หมอโรนัลด์ คริสตัล หัวหน้าแผนกโรคปอดและวิกฤติบริบาลของศูนย์แพทย์เวลล์ คอร์เนลล์ ในกรุงนิวยอร์ก กล่าวว่า ‘ภูมิแพ้เป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มโรคทั่วไปของเรา มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์กันยาก และก็เคยได้ยินการแสดงความสงสัยบางเรื่อง แต่มันก็เป็นความเห็นกันในด้านนี้ และการศึกษาหนนี้ก็ยืนยันเพิ่มเติมอีก’</p>
<p>ผลการศึกษาแสดงว่า สตรีที่เป็นหืด จะเป็นโรคมะเร็งรังไข่น้อยกว่าทั่วไป ร้อยละ 30 เด็กที่เป็นภูมิแพ้อากาศ จะเป็นโรคมะเร็งของเม็ดโลหิต น้อยกว่าเด็กอื่น ถึงร้อยละ 40</p>
<p>นักวิจัยยังได้รายงานว่า พบหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า การเป็นภูมิแพ้เป็นผลดีทางการแพทย์ และพบว่าเด็กที่เป็นภูมิแพ้ที่มากับอากาศ จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งของคอ ผิวหนัง ปอด และลำไส้ ขณะเดียวกัน การศึกษาที่แคนาดาก็แสดงว่าผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หรือไข้ละอองฟาง จะมีโอกาสที่จะเป“นมะเร็งของตับอ่อนน้อยกว่าคนอื่นถึงร้อยละ 58</p>
<p>Content by VoiceTV</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=338&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/news/338.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟังเพลงเสียงดัง ระวังเป็นโรคหูดับ</title>
		<link>http://www.healthdee.com/news/326.html</link>
		<comments>http://www.healthdee.com/news/326.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Jun 2010 14:40:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อะซัยโคลเวีย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหูดับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.healthdee.com/?p=326</guid>
		<description><![CDATA[
ชอบใส่หูฟัง เปิดเพลงเสียงดังหรืออยู่ในที่มีเสียงดังเป็นประจำ เสี่ยงเป็นโรคหูดับ อาการมีทั้งเป็นชั่วคราวและถาวร
โรคหูดับหรือชื่อภาษา อังกฤษว่า Sudden Hearing Loss (SHL) คือภาวะสูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน โดยผู้เป็นโรคหูดับจะมีอาการหูได้ยินเสียงน้อยลงหรือไม่ได้ยินเสียงเลย อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นข้างเดียว การจัดว่าเป็นโรคหูดับหรือไม่จะวัดจากระดับการได้ยิน หากระดับการได้ยินลดลงมากกว่า 30 เดซิเบล นานกว่า 72 ชั่วโมงจะจัดเป็นโรคหูดับ โดยอาการโรคหูดับมักชัดเจนในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก ระดับเสียงที่ไม่ได้ยินอาจเป็นระดับเสียงที่ความดังเท่าใดก็ได้ และมีทั้งอาการที่เป็นชั่วคราวและถาวร
จากสถิติพบว่า โรคหูดับมักเกิดกับผู้ที่มีช่วงอายุ 30-60 ปี และมักเกิดกับผู้ที่มีอาชีพที่อยู่ในสถานที่มีเสียงดังเป็นประจำรวมทั้งผู้ ที่ชอบฟังเพลงเสียงดังๆจากเครื่องเล่น MP3 สาเหตุโรคหูดับมีหลายสาเหตุแต่ที่พบมากที่สุดถึงร้อยละ 60 คือ สาเหตุจากการรับเชื้อไวรัสบางชนิด โดยสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงทางน้ำเหลืองในห้องปฏิบัติการ ไวรัสที่เป็นสาเหตุได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ influenza type B, ซัยโตเมกาโลไวรัส CMV, ไวรัสคางทูม mumps, รูบิโอลา rubeola และไวรัสสุกใส-งูสวัด varicella-zoster โดยไวรัสเหล่านี้จะไปทำให้หูชั้นในอักเสบ
การรักษาโรคหูดับที่สำคัญคือ การพักผ่อนให้มากที่สุดเพื่อให้ประสาทหูฟื้นตัวโดยเร็ว โดยทั่วไปแพทย์จะสั่งให้พักผ่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์โดยระหว่างนี้ห้ามฟังหรือเข้าใกล้ที่ที่เสียงดัง
มากๆ และพบว่าผู้ป่วยกว่าร้อยละ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-09-59.png"><img class="alignnone size-medium wp-image-327" title="1-6-2553 21-09-59" src="http://www.healthdee.com/wp-content/uploads/2010/06/1-6-2553-21-09-59-300x201.png" alt="" width="300" height="201" /></a></p>
<p>ชอบใส่หูฟัง เปิดเพลงเสียงดังหรืออยู่ในที่มีเสียงดังเป็นประจำ เสี่ยงเป็นโรคหูดับ อาการมีทั้งเป็นชั่วคราวและถาวร<br />
<span id="more-326"></span>โรคหูดับหรือชื่อภาษา อังกฤษว่า Sudden Hearing Loss (SHL) คือภาวะสูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน โดยผู้เป็นโรคหูดับจะมีอาการหูได้ยินเสียงน้อยลงหรือไม่ได้ยินเสียงเลย อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นข้างเดียว การจัดว่าเป็นโรคหูดับหรือไม่จะวัดจากระดับการได้ยิน หากระดับการได้ยินลดลงมากกว่า 30 เดซิเบล นานกว่า 72 ชั่วโมงจะจัดเป็นโรคหูดับ โดยอาการโรคหูดับมักชัดเจนในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก ระดับเสียงที่ไม่ได้ยินอาจเป็นระดับเสียงที่ความดังเท่าใดก็ได้ และมีทั้งอาการที่เป็นชั่วคราวและถาวร</p>
<p>จากสถิติพบว่า โรคหูดับมักเกิดกับผู้ที่มีช่วงอายุ 30-60 ปี และมักเกิดกับผู้ที่มีอาชีพที่อยู่ในสถานที่มีเสียงดังเป็นประจำรวมทั้งผู้ ที่ชอบฟังเพลงเสียงดังๆจากเครื่องเล่น MP3 สาเหตุโรคหูดับมีหลายสาเหตุแต่ที่พบมากที่สุดถึงร้อยละ 60 คือ สาเหตุจากการรับเชื้อไวรัสบางชนิด โดยสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงทางน้ำเหลืองในห้องปฏิบัติการ ไวรัสที่เป็นสาเหตุได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ influenza type B, ซัยโตเมกาโลไวรัส CMV, ไวรัสคางทูม mumps, รูบิโอลา rubeola และไวรัสสุกใส-งูสวัด varicella-zoster โดยไวรัสเหล่านี้จะไปทำให้หูชั้นในอักเสบ</p>
<p>การรักษาโรคหูดับที่สำคัญคือ การพักผ่อนให้มากที่สุดเพื่อให้ประสาทหูฟื้นตัวโดยเร็ว โดยทั่วไปแพทย์จะสั่งให้พักผ่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์โดยระหว่างนี้ห้ามฟังหรือเข้าใกล้ที่ที่เสียงดัง<br />
มากๆ และพบว่าผู้ป่วยกว่าร้อยละ 70 อาการหายได้เอง นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยการใช้ยาต้านไวรัสชื่อ อะซัยโคลเวีย (Acyclovir) สำหรับโรคที่เกิดจากไวรัส HSV-1 และจะยิ่งได้ผลดีขึ้นเมื่อให้ยาต้านไวรัสร่วมกับยาสเตียรอยด์ ส่วนยาลดปฏิกิริยาอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ corticosteroids ก็ได้ผลดีเช่นกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคหูดับที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานานๆและไม่เปิดเพลงจากเครื่อง เล่น MP3 เสียงดังเกินไปเป็นระยะเวลาติดต่อกัน</p>
<p>Content by VoiceTV</p>
<img src="http://www.healthdee.com/?ak_action=api_record_view&id=326&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.healthdee.com/news/326.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

